ร่องรอยประวัติศาสตร์การรวมพลังต่อสู้ของวิทยุภาคประชาชน
ภาคประชาชนจำนวนหลักพันที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของความเป็นสื่อ แต่จากการกีดกันของกลุ่มถือำนาจของภาครัฐ กลุ่มทุนที่ถือผลประโยชน์ การขึ้นค่าเช่าเวลา การเลิกสัญญาเช่า เท่ากับปิดทางทำมาหากินปิดกั้นการทำสื่ออันเป็นวิชาชีพที่รัก
ทำไมกลุ่มอำนาจ กลุ่มผลประโยชน์จึงถืออภสิทธิ์เหนืออำนาจของเราผู้เป็นปวงชนชาวไทยเจ้าขงออำนาจอธิปไตยประเทศ เจ้าของคะแนนเสียงอขงการเลือกตั้ง เจ้าของภาษีอากรที่หล่อเลี้ยงงบประมาณของประเทศมิใช่หรือ
และแล้วเมื่อวันที่กฎหมายสูงสุดของการปกครองประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 ยอมรับสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม เป็นธรรมในการใช้คลื่นความถี่ ในการดำเนินกิจการสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของการรวมตัวภาคประชาชนในการทำสื่อวิทยุ ในการเป็นผู้สื่อข่าว ในการเป็นนักจัดรายการ
นับจากนั้นกำแพงของการปิดกั้น ครอบงำสื่อสำหรับประเทศไทยได้ถูกทะลายลงอย่างหมดสิ้น ทำให้การเบ่งบานของภาคประชาชนจึงเกิดขึ้นทั่วประเทศกลายเป็นสถานีวิทยุของการเตรียมพร้อมและการเรียนรู้
การดำเนินกิจการสถานีวิทยุเล็ก ๆ ของภาคประชาชนต้องหล่อเลี้ยงด้วยรายได้ และการสนับสนุนจากผู้อุปการะคุณ ดังนั้น การหารายได้ หรือการว่าจ้างให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
เมื่อการแข่งขันของภาคประชาชนมีมาก อัตราราคาของค่าบริการโฆษณาจึงมีหลากหลายราคา หลากหลายพื้นที่เป้าหมาย หลากหลายประเภทรายการ
การที่รายได้ไหลบ่ามาสู่ประชาชน ย่อมทำให้รายได้ของกลุ่มอำนาจ กลุ่มทุนผลประโยชน์ลดน้อยสูญเสียอย่างมหาศาล
จึงไม่ต้องแปลกใจที่กระบวนการต่อต้าน รุกล้ำ และบีบคั้นจากกลุ่มทุน ผลประโยชน์จะก่อตัวเพื่อปิดทางภาคประชาชนไม่ว่าด้วยกระบวนการออกกฎหมายจำกัดวิทยุของภาคประชาชนให้ต้องเป็นเพียงวิทยุขนาดครัวเรือนรับฟังได้เพียงโคนเสารอบต้นมะพร้าว หรือการคุ้มครองคลี่นหลักแอบอ้างอำนาจการอนุญาตเพียงเพื่อถือครองคลื่นรอเวลาผูกขาดเมื่อได้ใบอนุญาตถาวร
จงอย่าแปลกใจที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2540 เปิดเสรี คุ้มครองสัมปทานการใช้คลื่นความถี่ได้เพียงกิจการด้านเดียว คือ ด้านกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น
แต่กิจการด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์นั้น แม้จะอยู่บนเกณฑ์ของการคุ้มครองตามมาตรฐานเดียวของกิจการโทรคมนาคมแต่ด้วยกระบวนการของผลประโยชน์ที่ถูกบิดเบือนจึงทำให้กิจการนี้ถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจและกลุ่มทุนเดิม
ซ้ำร้ายหน่วยงานของรัฐยังเป็นแกนนำของการครอบงำและปิดกั้นสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมในการทำสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ภาคประชาชน
ทางออกของการต่อสู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ถึงสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม เป็นธรรม จึงเป็นสิ่งที่อยู่ในสำนึกของ “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล” ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฏร และอนุกรรมาธิการพิจารณากฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ วุฒิสภา
และเมื่อเกิดความไม่เป็นธรรมอย่างเห็นได้ชัด พลวัตของการต่อสู้ดิ้นรนของภาคประชาชนภายใต้แกนนำคนสำคัญ อย่าง “วิโรจน์ พูลสุข” เลขานุการคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผุ้แทนราษฏร ผู้ซึ่งมีพลังล้นเหลือที่พร้อมจะเป็นแกนนำของการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ภาคประชาชน
ขณะเดียวกัน “กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์” ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์ทั้งสนามรบในสมรภูมิและประสบการณ์ในกิจการวิทยุธุรกิจภาคประชาชน ได้โอกาสเข้าไปเป็นตัวแทนในการพิจารณากฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ ของสภาผู้แทนราษฏร
การโคจรมาพบของบุคคลทั้งสี่ทำให้เกิดการผลักดันเป็นวาระประชาชน และ “รณฤทธิชัย คานเขต” พระเอกในจอเงินและจอแก้วที่เลือกทางเดินมาเป็นพระเอกของพี่น้องชาวยโสธร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฏร เห็นว่าเรื่องราวความเป็นธรรมที่บังเกิดขึ้นกับวิทยุธุรกิจภาคประชาชนนั้น เป็นวาระประชาชนที่ละเลยไม่ได้ จึงจัดให้มีการรวมตัวของผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน
เดือนเมษายน 2552 จึงเป็นเดือนที่รุ่มร้อนของภาคประชาชน การประชุมนัดแล้วนัดเล่าเพื่อหาทางจึงเกิดขึ้น “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล” และ “วิโรจน์ พูลสุข” จึงร่วมกันผลักดันโครงการสัมมนาเพื่อรวมปัญหาของภาคประชาชนเป็นวาระแห่งชาติ และประสาน “ธรรมรงค์ เพชรสุนทร” สัญชัย พรมฤษี”“คณาวุฒิ กัณฑพลหาญ” “ณรงค์ บุดดาวงศ์””สุเทพ เม้าสง่า” “คณาโชค ตรงจิตเจริญ” และผู้นำองค์กรวิทยุทางความมั่นคง วิทยุสาธารณะ โดยเฉพาะเครือข่ายวิทยุเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่ว่า พระอธิการไมตรี พระมหา ดร.ปราโมทย์ พระมหาไพศาล ต่างร่วมเป็นหนึ่งของการสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของภาคประชาชน
การรวมตัวครั้งสำคัญของทุกภาคส่วนจึงเกิดขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ในวันนั้นภาคประชาชนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมารวมตัวแสดงคนกันเพื่อรวมเป็น “สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์และเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นแห่งชาติ” ภายใต้สักขีพยาน และการสนับสนุนของพระเอกนักการเมือง “รณฤทธิชัย คานเขต” จึงเกิดเป็นมติประชาคมของภาคประชาชนนับพันสถานี
แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายของการหลอมรวม ผู้นำ “เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น” มีความเห็นต่าง และไม่ประสงค์จะเข้าร่วมรวมเป็นพลังของภาคประชาชน เพราะ “กิจการเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น” ไม่ต้องใช้คลื่นความถี่ ไม่มีผลกระทบ และการนำพากิจการเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นเข้าร่วมต่อสู้กับกิจการวิทยุและกิจการโทรทัศน์อาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ที่กำลังดำเนินการ
จึงทำให้การปรับเปลี่ยนกลุ่มมวลชนเป็น “สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ” โดยที่ประชุมมีมติให้ใช้ชื่อองค์กรภาคประชาชนในชื่อนี้เป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัว และมอบหมายภารกิจสำคัญโดยมติที่ประชุมให้ “วิโรจน์ พูลสุข” เป็นประธานสภา พร้อมกับ “กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์” เป็นเลขาธิการ และมีการจัดตั้งสำนักงานสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน โดย “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล” รับผิดชอบเป็นผู้อำนวยการสำนักงานสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา.

