ถึงเวลาองค์กรภาคประชาชน...สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ.....เปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่
กว่าหนึ่งปีในการก้าวย่างของ สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ ที่วันนี้แกนนำของการจัดตั้งองค์กรยังคงผนึกกำลังกันต่อสู้และเรียกร้องสิทธิของภาคประชาชนต่อการมีบทบาทในกิจการวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน แม้ว่าระหว่างทางแนวร่วมบางคนที่เลือกข้างของผลประโยชน์ธุรกิจมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินที่ตนเองถนัด และบางคนถอดใจถอนตัวออกกลางคันเมื่อไม่สมหวังในเป้าหมายของอำนาจหรือผลประโยชน์ที่ตั้งไว้
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผู้นำองค์กรทางการเมืองภาคประชาชนอย่าง “วิโรจน์ พูลสุข” “กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์” หรือ “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล” หวั่นไหว หรือท้อถอยต่อแรงเสียดทานจากกลุ่มทุนผลประโยชน์ กลุ่มการเมืองที่มุ่งเป้าทำลายล้างในทุกรูปแบบ
เมื่อสามผู้นำที่มี่ความชำนาญกันคนละด้าน คนหนึ่งช่ำชองในเวทีการเมืองทั้งการเมืองกระแสหลัก และการเมืองภาคประชาชนภายใต้ปฏิภาณอันแรงกล้าต่อการรักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คนหนึ่งผ่านสมรภูมิรบทั้งนอกแบบและรบในแบบผ่านงานปฏิบัติการจิตวิทยาหรืองาน ปจว.ช่ำชองการเจรจาต่อรอง และอีกคนหนึ่งเป็นมือวางแผนกลยุทธ์การขับเคลื่อนภายใต้หลักการปฏิบัติการจิตวิทยามวลชนด้วยดีกรีทางกฎหมาย และเศรษฐศาสตร์การเมือง อดีตผู้นำนักศึกษาที่ผ่านการเพาะบ่มความเป็นผู้นำจากหน่วยความมั่นคงอย่างมีระบบ
กลายเป็นแกนนำสามประสานที่ขับเคลื่อนมวลชนอย่างมีเป้าหมายภายใต้หลักการทางวิชาการที่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการเดินแต่ละก้าวมาอย่างมีทิศทาง
จนกระทั่งทำให้การรวมตัวของภาคประชาชนเกิดขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนกลายเป็น สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ อันเป็นองค์กรที่พึ่งของภาคประชาชน และแม้ว่ากฎหมายหลักในการปกครองประเทศ คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ จะยอมรับการรวมตัวของภาคประชาชนไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไร แต่ระบบราชการที่การประสานงานต้องเป็นองค์กรนิติบุคคลทำให้องค์กรแห่งนี้ต้องเข้าไปสู่เส้นทางที่กฎหมายกำหนด
ภายหลังจากการจดทะเบียนจัดตั้ง สมาคมสภาองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย แนวทางในการบริหารองค์กรจะเข้าสู่กฎเกณฑ์ตามมาตรฐานทางวิชาชีพ เพื่อยกระดับองค์กรภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากการดำเนินการของสภาองค์กรวิชาชีพต้องดำเนินงานภายใต้กรอบวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนจัดตั้งสภาองค์กรวิชาชีพ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริการ อันมาจากตัวแทนภาคประชาชนที่สาขาอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม โดยที่กระบวนการความเคลื่อนไหวในการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพในความเท่าเทียมเป็นธรรมของภาคประชาชนต่อการประกอบกิจวิทยุกระจายเสียง-วิทยุโทรทัศน์ และการเข้ามามีบทบาทในฐานะสื่อสารมวลชนสาธารณะ ซึ่งเป็นผลมาจากความเป็นประชาธิปไตยได้แผ่ขยายทางความคิดมาสู่ภาคประชาชนตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ประกอบกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีทางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของคนไทยได้ก้าวหน้าไปมาก และคนไทยสามารถผลิตขึ้นมาได้เอง จึงทำให้จำนวนเครื่องส่งกระจายเสียงและสถานีวิทยุภาคประชาชนขยายตัวอย่างกว้างขวาง
ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจของ “องค์กรอิสระ” ในการจัดสรรคลื่นความถี่ และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จากกฎหมายปี พ.ศ. 2543 และเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2550 กำหนดให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรอิสระเป็นองค์กรเดียว ทำให้เกิดการปรับตัว และการเคลื่อนไหวหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเกิดการรวมตัวกัน และสร้างพลวัตของการผลักดันให้องค์กรต้องแบ่งแยกหน้าที่ในการทำงาน และการขับเคลื่อน
เช่นเดียวกันกับ “สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ” ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นพลวัตของการขับเคลื่อนในรูปแบบของการเมืองภาคประชาชนที่มีการรวมกลุ่มก้อนขึ้นมาทำหน้าที่ในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองและการเข้าถึงสื่อสารมวลชน
บทบาทการทำงานของสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติได้ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชนในการต่อสู่เรียกร้องความเป็นธรรมจากภาครัฐในการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพทางด้านวิทยุธุรกิจของภาคประชาชนที่ถูกกระแสอำนาจของภาครัฐจ้องทำลายล้างและกวาดต้อนเข้าไปสู่วงจำกัดของความเป็นวิทยุชุมชนที่ถูกจำกัดทั้งการใช้คลื่นความถี่ จำกัดความสามารถในการออกอากาศ จำกัดการประกอบธุรกิจ จำกัดผังรายการหรือข้อมูลข่าวสารที่ออกอากาศ ทำให้องค์กรภาคประชาชนต้องขับเคลื่อนนโยบายทางการเมืองภาคประชาชน เพื่อกระตุ้นเตือนภาครัฐให้ตระหนักและเข้าใจต่อสิทธิเสรีภาพของผู้คนในสังคมไทย
ผลงานของสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ ภายใต้การนำของ วิโรจน์ พูลสุข ในฐานะประธานสภาองค์กรฯ และกนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์ รั้งตำแหน่งเลขาธิการ ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิตั้งแต่ก่อนเดือนพฤษภาคม 2552
กระทั่งเกิดการรวมตัวของสมาคม องค์กร ชมรม กลุ่มประกอบการวิทยุธุรกิจเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ทำให้เกิดองค์กรภาคประชาชนต้นแบบ คือ “สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ” เกิดขึ้นโดยมติมหาประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน ได้กลายเป็นรากฐานของการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในการ “ทดลองออกอากาศ” ในระหว่างยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงของภาคประชาชน
“ใบลงทะเบียนสีฟ้า” คือ สัญลักษณ์ของภาคประชาชนที่สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของภาครัฐในการทำงานบริหารทรัพยากรคลื่นความถี่ แม้ว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศจะวางโครงสร้างทางอำนาจและโครงสร้างทางสังคมให้มีองค์กรอิสระ แต่สิบปีผ่านไปความล้มเหลวอย่างมีนัยของโครงสร้างอำนาจส่วนบนที่กุมส่วนได้เสียในการบิดเบียน ซึ่งเมื่อไม่มีทางออก ภาคประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย จึงต้องลุกขึ้นมากำหนดอนาคตของภาคประชาชน โดยการ “แยกน้ำแยกปลา” คือ แยกประเภทของการประกอบกิจการวิทยุระหว่างวิทยุชุมชน กับวิทยุธุรกิจ เพื่อให้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาที่ว่าผู้ประกอบกกิจการวิทยุธุรกิจในชุมชน คือ วิทยุชุมชน และเมื่อกระแสของการแสดงความเป็นผู้มีอำนาจของคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบวิทยุชุมชนชั่วคราวที่กฎหมายให้อำนาจอันน้อยนิด แต่คิดการขยายอำนาจใหญ่ จึงกลายเป็นที่มาของการลงทะเบียนใบสีฟ้า และกลายเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนภาครัฐต่อการลงทะเบียน “ใบลงทะเบียนสีเหลือง” หรือบัตรเหลืองที่กำลังลงทะเบียนขยายสิทธิในเวลานี้
การลงทะเบียนใบสีฟ้านำไปสู่ความเชื่อมั่น และการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552 องค์กรการเมืองภาคประชาชนในนามสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนมวลชนเข้าพบรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในการรับรองสิทธิผู้ประกอบกิจการวิทยุธุรกิจ ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับองค์กรภาคประชาชนองค์กรนี้ ถึงขนาดรัฐมนตรีที่รับผิดชอบทางด้านสื่อสารมวลชนต้องเดินลงมาจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรออกมารับหนังสือร้องเรียนหน้าอาคารรัฐสภาด้วยตนเอง พร้อมกับ นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.ประชาธิปัตย์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สส.ประชาธิปัตย์ จังหวัดสตูล สร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กรภาคประชาชน ตลอดจนแกนนำองค์กรหลายองค์กรที่เข้าร่วมขบวนการกับเคลื่อนภาคประชาชนในวันนั้นว่าปัญหาของภาคประชาชนได้รับการดูแลจากรัฐบาล
และความเชื่อมั่นของภาคประชาชนกว่าหนึ่งพันคนที่รวมตัวกันหน้าอาคารรัฐสภา ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนจากอาคารรัฐสภา อันเป็น “จุดนัดหมายของการต่อสู่เคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน” ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ต่างไปจากถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แยกผ่านฟ้า สะพานมัฆวานรังสรรค์ ไปสู่พหลโยธิน ซอย 8 หรือซอยสายลมอันเป็นที่ตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือสำนักงานคณะกรรมการ กทช.” อันเป็นองค์กรอำนาจรัฐที่เข้ามาควบคุมสื่อภาคประชาชน
การประสานงานโดยมือประสานสิบทิศ “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล” ได้ผลเกินคาด การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ยอมลงจากบัลลังค์มารับทราบปัญหาจากภาคประชาชน ยังทำให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ไม่ว่า “พลเอกชูชาติ พรมพระสิทธิ์ ประธาน กทช.” “ศาสตราจารย์เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช.” “สุชาติ สุชาติเวชภูมิ กรรมการ กทช.” “สุรนันท์ วงศ์วิทยากำจร เลขาธิการ กทช.” ต่างขานรับทิศทางการต่อสู้เรียกร้องของภาคประชาชนภายใต้การนำของ สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ
ประเด็นของความไม่เชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียนใบสีเหลือง จะเป็นเกราะคุ้มกันผู้ประกอบการวิทยุภาคประชาชนได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ได้ถูกทลายลงทันทีที่ ศาสตราจารย์เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช. ออกมายืนยันว่า กทช. ไม่มีอำนาจกำกับดูแลวิทยุธุรกิจ ผู้ประกอบกิจการวิทยุธุรกิจไม่มีหน้าที่ต้องลงทะเบียนวิทยุชุมชนเพราะไม่เข้าคุณสมบัติเป็นผู้รับใบอนุญาตวิทยุชุมชน แต่หากวิทยุธุรกิจจะจดแจ้งรายชื่อผ่านองค์กรภาคประชาชนอย่างสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ และเจตนารมณ์ในการประกอบอาชีพอย่างสุจริตสามารถกระทำได้
นั่นคือจุดสิ้นสุดของความสงสัย นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำความชัดเจนว่าเส้นทางข้างหน้าของกิจการวิทยุภาคประชาชนระหว่างวิทยุธุรกิจ กับวิทยุชุมชน แยกกันคนละทาง และจุดสิ้นสุดของปัญหาที่ทำลายความเชื่อมั่นอยู่ตรงไหน คำตอบอยู่ที่กติกาใหม่ภายใต้องค์กรอิสระชุดใหม่ตาม กม.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ที่ต้องตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550
จุดเริ่มต้นของการแยกการดำเนินภารกิจ ระหว่าง บทบาทระหว่างองค์กรการเมืองภาคประชาชนในนามสภาองค์กรวิทยุ-ท้องถิ่นแห่งชาติ กับบทบาทองค์กรวิชาชีพในนามสภาองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน เป็นก้าวสำคัญของการสร้างความเข็มแข็งขององค์กรภาคประชาชน
การผลัดเปลี่ยนผู้นำองค์กร การเปลี่ยนแปลงนโยบายองค์กร และการปรับปรุงรูปแบบของกรขับเคลื่อนภาคประชาชนต้องเกิดขึ้นเมื่อ ร่าง กม.องค์กรจัดสรรคลื่น ของรัฐบาลอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ผลักดันให้ภาคประชาชนต้องเข้าไปแข่งกับกลุ่มทุนในการประมูลคลื่นความถี่ภายใต้ กม. ฉบับนี้ จึงกลายเป็นที่มาของการต้องเริ่มต้นจัดตั้งองค์กรวิชาชีพที่เป็นนิติบุคคล โดยการขับเคลื่อนของภาคประชาชนอย่างแท้จริง
การจดทะเบียน “สมาคมวิชาชีพ” ในส่วนกลางเป็นองค์กรแกนนำในนาม “สมาคมสภาองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน” ตามแนวความคิดของ “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล” ได้ถูกผลักดันเข้าสู่ความคิดขององค์กรภาคประชาชน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 ในการประชุมทำความเข้าใจกับผลกระทบจาก ร่าง กม.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดการประมูลคลื่นความถี่ และการควบคุมกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่
นับจากนั้นเป็นต้นมากระบวนการในการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพภาคประชาชนได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยองค์กรแกนนำในนาม ““สมาคมสภาองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน” ได้รับการอนุญาตจากนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2553 โดยเป็นองค์กรวิชาชีพแห่งแรกทางด้านกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชนภาคประชาชนที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย และเป็นองค์กรแห่งอนาคตที่กุมความหวังของภาคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
ความเชื่อมั่นต่อองค์กรวิชาชีพจดทะเบียนนี้ได้ขยายตัวไปยังภาคประชาชนทั่วประเทศ มีผู้เข้าชื่อแสดงความจำนงขอเข้าร่วม “อุดมการณ์วิชาชีพสื่อภาคประชาชน” เป็นจำนวน 100 องค์กร และเมื่อเห็นทิศทางการทำงานของสมาคมสภาองค์กรวิชาชีพแกนนำที่มีคณะกรรมการบริหารที่เชี่ยวชาญ มีความรู้ ความสามารถ อันเป็นศักยภาพที่สำคัญที่ต้องขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ความโปร่งใส มีธรรมาภิบาลของการมีส่วนร่วมของมวลสมาชิก และภาคประชาสังคม ทำให้เกิดการสนับสนุนจากภาคประชาชนในการเข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อรวมศูนย์ในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของภาคประชาชนได้ขยายตัวอย่างรวมมีระบบ
เมื่อระยะเวลาเส้นตายในการกำหนดให้ต้องมีการลงทะเบียนทดลองออกอากาศโดย กทช. 300 วัน ผ่านไปพร้อมกับความล้มเหลวในการทำงานที่ไม่สามารถออกใบอนุญาตวิทยุชุมชนชั่วคราวให้แก่ผู้มีคุณสมบัติได้ ทำให้เกิดทางออกของการขยายสิทธิในการทดลองออกอากาศก็เริ่มขึ้นพร้อมกับความพยายามในการสร้างกฎเกณฑ์การควบคุมวิทยุภาคประชาชนภายใต้กฎ “วิทยุชุมชน” ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยเมื่อมีการจัดการประชุมทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์ที่ออกมาเพิ่มเติมนี้เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ทำให้ภาคประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการวิทยุธุรกิจต้องขับเคลื่อนการรวมกลุ่มเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตนเอง
ภาวะของความเดือดร้อนที่กำลังเคลื่อนไหวมาสู่เป้าหมายของวิทยุภาคประชาชนที่ต้องการทำวิทยุธุรกิจแยกออกจากวิทยุชุมชน คือ การไม่มีใบอนุญาตชั่วคราว และการไม่มีใบอนุญาตเครื่องส่งกระจายเสียง ทำให้ภาคประชาชนเกิดความวิตกกังวล และต้องการเข้าร่วมรวมตัวเป็นองค์กรเพื่อดูแลสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นธรรมในการปฏิบัติตามกฎหมาย
ภายใต้การขับเคลื่อนของ “สมาคมสภาองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน” และการประสานงานของมือประสานสิบทิศ “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล” ทำให้คณะกรรมการ กทช. มีท่าทีที่ชัดเจนต่อการสนับสนุนวิทยุภาคประชาชน โดยเฉพาะ รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม กรรมการ กทช. ที่รับผิดชอบดูแลทางด้านวิทยุชุมชนทั่วคราว ได้ออกมารับรองการทำงานของภาคประชาชนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553 โดยมอบหมายภารกิจให้สมาคมสภาองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน สนับสนุนการเตรียมความพร้อมของภาคประชาชนสำหรับผู้ที่ตัดสินใจเข้าสู่การแข่งขันทางธุรกิจของธุรกิจวิทยุ แยกต่างหากจากวิทยุชุมชนเพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อการเตรียมตัวขอรับใบอนุญาตถาวรที่จะเกิดขึ้นเมื่อกฎหมายใหม่ โดยการขับเคลื่อนของภาคประชาชน จะต้องมีองค์กรทางนโยบาย และองค์กรดำเนินการที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนต่อภาคประชาชน
ดังนั้น วันที่ 22 กรกฎาคม 2553 จุดเริ่มต้นของการผลัดเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง และปรับปรุงทิศทางการทำงานขององค์กรระหว่าง “สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ” กับ “สมาคมสภาองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน” จึงเกิดเป็นปรากฏใหม่ของทางเดินภาคประชาชนที่ต่อสู้เพื่อการเรียกร้องสิทธิด้วยนโยบายการเมืองภาคประชาชน และการต่อสู่เพื่อการสร้างองค์กรวิชาชีพภาคประชาชนทางด้านกิจการวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชนที่บังเกิดขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนผ่านในเชิงโครงสร้างและอำนาจของการนำในครั้งนี้ ภารกิจของ “กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์” ประธานสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ ผู้นำองค์กรคนใหม่ ต่อบทบาทกำหนดนโยบายสาธารณะ และการเป็นนำองค์กรการเมืองภาคประชาชน เป็นก้าวอันสำคัญของผู้นำองค์กร หลังจากที่ก่อนหน้าได้เข้าไปต่อสู้เพื่อร้องเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพในการทำธุรกิจวิทยุภาคประชาชนใน กรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฏร เพื่อผลักดันกฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุดของภาคประชาชน ไม่ว่าในเรื่องของการประมูลคลื่นความถี่ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่
ส่วนองค์กรวิชาชีพที่รับภารกิจสำหรับของการเป็นองค์การกลางที่ทำหน้าที่เป็นกลไกการกำกับดูแลกันเอง โดยมีประมวลจริยธรรมของความเป็นสื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือในการกำกับดูแล จึงเป็นการเริ่มต้นของตำนานการสร้างองค์กรกำกับดูแลที่เป็นองค์กรวิชาชีพภาคประชาชนอย่างแท้จริง
ภายใต้หลักคิดของ “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล” ได้ถูกผลักดัน และสนับสนุนอย่างล้นหลามจากผู้นำองค์กร ผู้อาวุโสในวงการวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน นักวิชาการ นักจัดรายการ ศิลปิน ทำให้การขับเคลื่อนองค์กรวิชาชีพภาคประชาชนองค์กรแรกองค์กรเดียวที่ถูกขับเคลื่อนอย่างมีระบบภายใต้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 เป็นความหวัง เป็นอนาคตของความมั่นคง
วันที่ 22 กรกฎาคม 2553 ไม่เพียงเป็นวันเริ่มต้นของบทบาทหน้าที่ใหม่ของสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ หากแต่ยังเป็นวันเริ่มต้นการทำงานของคณะกรรมการองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชนที่เริ่มต้นกำหนดทิศทางของการขับเคลื่อนสร้างองค์กรวิชาชีพภาคประชาชน
โดยภาระหน้าที่การนำของสองบุคคลากรสำคัญในโครงสร้างของการบริหารองค์กรวิชาชีพภาคประชาชน ภายใต้การนำของนายกสมาคม “วิโรจน์ พูลสุข” และเลขาธิการ “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล”
และการผลักดันสนับสนุนของมวลชนสมาชิกทั่วประเทศภายใต้ “องค์กรวิชาชีพระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น” ที่มีการรวมกลุ่มจดทะเบียนจัดตั้งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนอย่างมีระบบ
นับจากนี้ไป เส้นทางเดินขององค์กรภาคประชาชน ระหว่าง สมาคมสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน บนเส้นทางขององค์กรวิชาชีพภาคประชาชน กับ สภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ บนเส้นทางการเมืองภาคประชาชนที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับผู้นำองค์กรภาคประชาชนที่มีเจตนารมณ์อันสำคัญมุ่งต่อเป้าประสงค์ของการจัดตั้งสภาแห่งนี้ จะถูกกำกับ และถูกตรวจสอบ โดยภารกิจ และผลประโยชน์ของภาคประชาชน ซึ่งต้องยึดโยงกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนส่วนรวม มิใช่ผลประโยชน์ของผู้นำ หรือผลประโยชน์องค์กร
ถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนต้องเข้าร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนต่อภารกิจในการปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ในฐานะองค์กรวิชาชีพของภาคประชาชน เพื่อยกระดับ มาตรฐานของกิจการสื่อสารมวลชนภาคประชาชนให้หลุดพ้นจากการครอบงำ หรือการปิดกั้นจากอำนาจรัฐ และโครงสร้างส่วนบนของผู้มีอำนาจ
บนเส้นทางใหม่ของการก้าวเดิน ไปสู่ความเสมอภาค ความเท่าเทียม และการยอมรับในทางกฎหมายขององค์กรวิชาชีพภาคประชาชน ไม่เพียงขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่น การร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ
และการทำงานอย่างมีส่วนร่วมในทิศทางที่โปร่งใส ชัดเจน บนผลประโยชน์ของภาคประชาชน คือ สิ่งที่มวลสมาชิกของสมาคมวิชาชีพจะต้องเร่งผลักดันและก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน
บนเส้นทาง “การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน” คือ การรวมตัวภายใต้กรอบและหลักการอันเป็นยุทธศาสตร์ของการสร้างความเข็มแข็งขององค์กรภาคประชาชนที่มีจุดยืนสำคัญในความเป็นวิชาชีพไม่มุ่งต่อความเป็นการเมืองในกระแสหลัก.
คำพูดทิ้งท้ายผู้นำองค์กรภาคประชาชน คือ อนาคตของวิทยุภาคประชาชน
ต่อไปนี้ คือ บางตอนของคำพูดที่สะท้อนเจตนาในการขับเคลื่อนองค์กรภาคประชาชน
“สถานการณ์ปัจจุบันหากภาคประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะระดับประเทศ แม้กระทั่งการกำหนดตัวองค์กรกำกับดูแลอย่าง กสทช. เราจะต้องรวมตัวกันอย่างมีระบบ มีทิศทาง ทำงานประสานกันเป็นเครือข่าย จึงจะทำให้องค์กรภาคประชาชนมีสิทธิ มีเสียง และผู้นำองค์กรต้องชัดเจนต่อบทบาท โดยเฉพาะบทบาทการนำเพื่อประโยชน์ของภาคประชาชนในกิจการวิทยุธุรกิจต้องมีผู้นำที่เข้าใจสภาวะของการเปลี่ยนผ่าน”
“สรายุทธ์ บุญเลิศกุล เลขาธิการสมาคมสภาองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชนประธานกรรมการสหพันธ์องค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน 76 จังหวัด ประธานกรรมการบริหารสำนักข่าวประชาชน ผู้อำนวยสถาบันและพัฒนาส่งเสริมสื่อภาคประชาชน ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคทางสื่อในกิจกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ผู้อำนวยการโครงการสื่อสารมวลชนภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาการเมืองและชุมชน”
“การนำสมาชิกผู้ประกอบการวิทยุเข้าสู่ระบบสภาวิชาชีพในรูปของสมาคม เพื่อกำหนดทิศทางการกำกับดูแลกิจการสื่อสารภาคประชาชนอย่างมีทิศทาง และมีเป้าหมายสำคัญของการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะโดยให้ความสำคัญกับการกระจายการมีส่วนร่วมอย่างมีระบบ.....การจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมในระดับจังหวัดร่วมทำงานกับสภาองค์กรวิชาชีพส่วนกลาง คือ ความหวัง และหลักประกันของภาคประชาชนต่อกิจการสื่อสารมวลชน”
“วิโรจน์ พูลสุข นายกสมาคมสภาองค์กรวิชาชีพวิทยุ-โทรทัศน์ภาคประชาชน”
“เมื่อทุกคนเข้าสู่ระบบสมาคมกันแล้ว ทุกสมาคมมีความเท่าเทียมกัน แต่สำหรับสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ เป็นศูนย์รวมขององค์กร เพราะชื่อว่าสภาองค์กร เพราะฉะนั้นสมาชิกต้องเป็นผู้นำองค์กรเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้นำองค์กรไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกได้”
“กนกศักดิ์ ลิขิต ไพรวัลย์ ประธานสภาองค์กรวิทยุ-โทรทัศน์ท้องถิ่นแห่งชาติ”

